banner
  • หน้าแรก
  • Accounting Firm.
    • เกี่ยวกับเรา
    • บริการของเรา
    • ขั้นตอนการรับบริการ
  • อุตสาหกรรมที่เราเชี่ยวชาญ
    • Accounting Firm.
  • ติดต่อเรา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ศูนย์การเรียนรู้ (Knowledge Hub) :
    • ถามภาษีมา ตอบภาษีไป (TAX-TAX)
    • ตรวจสุขภาพธุรกิจ

วิเคราะห์การเงิน : เครื่องตรวจสุขภาพธุรกิจที่ผู้ประกอบการทุกขนาดควรมี Business Health Test

ธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงทางการเงินจะเล็กหรือใหญ่ตามไปด้วย

ธุรกิจขนาดเล็กอาจมีปัญาเงินสดไม่พอจ่ายเงินเดือน ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจเผชิญปัญหาหนี้สินสูง ต้นทุนเพิ่ม หรือกำไรลดลงโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ทุกธุรกิจมีเหมือนกันคือ ต้องรู้ว่าเงินที่มีอยู่มาจากไหน ถูกใช้ไปอย่างไร และธุรกิจยังมีความสามารถดำเนินต่อไปได้ดีเพียงใด

การวิเคราะห์การเงินจึงเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพของธุรกิจ ช่วยให้เจ้าของกิจการมองเห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสัญญาเตือน ก่อนที่ปัญยาจะกลายเป็นวิกฤต

1. ทำไมธุรกิจทุกขนาดจึงต้องวิเคราะห์การเงิน ? หัวข้อย่อย

หลายกิจการให้ความสำคัญกับยอดขายเป็นหลัก เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นก็รู้สึกว่าธุรกิจเติบโต แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่ากำไรจะเพิ่มหรือเงินสดจะเพียงพอ

ตัวอย่าง เช่น

* ขายสินค้าได้มากขึ้น แต่ลูกค้าชำระเงินช้าลง

* ซื้อสินค้าเข้าสต๊อกมากเกินไป ทำให้เงินสดจมอยู่ในคลัง

* มีรายได้เพิ่ม แต่ตันทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้

* ขยายกิจการเร็วเกินไป จนเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ

การวิเคราะห์การเงินช่วยให้เจ้าของกิจการตอบคำถามสำคัญได้ว่า

1. ธุรกิจทำกำไรได้จริงหรือไม่ ?

2. มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย และหนี้ที่ถึงกำหนดหรือไม่ ?

3.ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือใช้เงินทุนของกิจการมากเกินไปหรือไม่ ?

4. ธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากเกินไปหรือไม่ ?

5. หากยอดขายลดลง หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ธุรกิจจะรับมือได้แค่ไหน ?

2. เริ่มต้นจากงบการเงิน 3 ส่วน หัวข้อย่อย

เจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แต่ควรเข้าใจข้อมูลหลักจากงบการเงินอย่างน้อย 3 ส่วน

งบการเงิน               บอกอะไรกับเจ้าของกิจการ

งบกำไรขาดทุน       ธุรกิจมีรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไร หรือขาดทุนเท่าไร

งบฐานะการเงิน      ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร

งบกระแสเงินสด     เงินสดเข้ามาจากไหน และถูกใช้ไปกับอะไร

งบทั้งสามส่วนต้องอ่านร่วมกัน เพราะงบกำไรขาดทุนแสดงผลการดำเนินงาน งบฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันหนึ่ง ส่วนงบกระแสเงินสดแสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดในช่วงเวลา การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพสุขภาพทางการเงินได้ชัดเจน

3. วิเคราะห์ 5 ด้าน เพื่อรู้สุขภาพของธุรกิจ หัวข้อย่อย

ด้านที่ 1 : ความสามารถในการทำกำไร (Profitability)

คำถามสำคัญคือ " ธุรกิจขายแล้วเหลือกำไรจริงเท่าไร่ ? "

ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม มี 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ : - 

ตัวชี้วัดที่ 1 : อัตรากำไรขั้นต้น

สูตรคำนวณ = กำไรขั้นต้น / รายได้ *100

ช่วยตอบคำถาม : ขายสินค้าแล้วเหลือเงินหลังหักต้นทุนขายเท่าไร

ตัวชี้วัดที่ 2 : อัตรากำไรสุทธิ

สูตรคำนวณ = กำไรสุทธิ / รายได้ *100

ช่วยตอบคำถาม : รายได้ 100 บาท เหลือกำไรสุทธิกี่บาท

ตัวชี้วัดที่ 3 : อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA)

สูตรคำนวณ = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์เฉลี่ย * 100

ช่วยตอบคำถาม : สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด

ตัวชี้วัดที่ 4 : อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (ROE)

สูตรคำนวณ = กำไรสุทธิ / ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย * 100

ช่วยตอบคำถาม : เงินทุนของเจ้าของสร้างผลตอบแทนได้เท่าไหร่

ตัวอย่าง : ตัวชี้วัดที่ 1

กิจการมีรายได้ 1,000,000 บาท และกำไรสุทธิ 50,000 บาท

จากสูตรคำนวณ = 50,000 / 1.000,000 * 100 = 5 %

หมายความว่า รายได้ทุก 100 บาท ธุรกิจเหลือกำไรสุทธิ 5 บาท

***หากปีต่อมาอัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 2 % แม้นยอดขายเพิ่มขึ้น เจาของกิจการควรตรวจสอบว่าต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าเช่า ค่าขนส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มขึ้นจากสาเหตุใด

3. วิเคราะห์ 5 ด้าน เพื่อรู้สุขภาพของธุรกิจ (ต่อ) หัวข้อย่อย

ด้านที่ 2 : สภาพคล่องและเงินสด (Liquidity)

คำถามสำคัญคือ " ธุรกิจมีเงินพอจ่ายหนี้ และค่าใช้จ่ายที่ถึงกำหนดหรือไม่ ?

กำไรไม่ได้หมายความว่าเงินสดจะอยู่ในบัญชีธนาคารเสมอไป เพราะธุรกิจอาจขายเชื่อ ซื้อสต๊อก หรือมีเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ยังเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ไม่ทันเวลา

ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม มี 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ : -

ตัวชี้วัดที่ 1 : อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)

สูตรคำนวณ = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

ความหมาย : มีสินทรัพย์หมุนเวียนรองรับหนี้สินระยะสั้นเพียงใด

ตัวชี้วัดที่ 2 : อัตราส่วนสภาพคล่องเร็ว (Quick Ratio)

สูตรคำนวณ = (สินทรัพย์หมุนเวียน - สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน

ความหมาย : หากไม่นับสต๊อกจะยังมีสินทรัพย์เพียงพอหรือไม่

ตัวชี้วัดที่ 3 : เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ

สูตรคำนวณ = สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน

ความหมาย : มีส่วนต่างสำหรับรองรับการดำเนินงานระยะสั้นเท่าไร

อัตราส่วนเหล่านี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ต้องพิจารณาประเภทธุรกิจ ระยะเวลาเก็บเงินจากลูกหนี้ ลักษณะสต๊อก และกำหนดชำระหนี้ร่วมด้วย

3. วิเคราะห์ 5 ด้าน เพื่อรู้สุขภาพของธุรกิจ (ต่อ) หัวข้อย่อย

ด้านที่ 3 : ประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operating Efficiency)

คำถามสำคัญคือ " เงินทุนของธุรกิจหมุนเวียนได้เร็วแค่ไหน "

เงินทุนอาจติดอยู่ในลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ หรือการจ่ายเงินให้ผู้ขายล่วงหน้า หากเงินเหล่นี้หมุนเวียนช้า ธุรกิจอาจต้องใช้เงินกู้เพิ่มแม้จะมีกำไร

ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม มี 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ : -

ตัวชี้วัดที่ 1 : ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย

สูตรคำนวณ = ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย / ยอดขายเชื่อ * จำนวนวัน

ใช้ติดตาม : ใช้เวลากี่วันกว่าจะเก็บเงินได้

ตัวชี้วัดที่ 2 : ระยะเวลาถือครองสินค้า

สูตรคำนวณ = สินค้าคงเหลือเฉลี่ย / ต้นทุนขาย * จำนวนวัน

ใช้ติดตาม : สินค้าอยู่ในคลังกี่วันก่อนขาย

ตัวชี้วัดที่ 3 : ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้

สูตรคำนวณ = เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย / ซื้อเชื่อ * จำนวนวัน

ใช้ติดตาม : ใช้เวลากี่วันในการชำระผู้ขาย

ตัวอย่างเช่น หากกิจการเก็บเงินจากลูกค้าเฉลี่ย 75 วัน แต่ต้องจ่ายผู้ขายภายใน 30 วัน ธุรกิจต้องมีเงินทุนรองรับช่วงเวลาที่เงินยังไม่กลับเข้ามา

แนวทางปรับปรุงอาจเป็นการกำหนดเครดิตเทอมให้เหมาะสม ติดตามลูกหนี้อย่างเป็นระบบ ลดสต๊อกที่เคลื่อนไหวช้า และเจรจาเงื่อนไขชำระเงินกับลูกค้า

3. วิเคราะห์ 5 ด้าน เพื่อรู้สุขภาพของธุรกิจ (ต่อ) หัวข้อย่อย

ด้านที่ 4 : หนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้ (Solvency)

คำถามสำคัญคือ " ธุรกิจมีหนี้มากเกินความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ "

หนี้สินไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป เพราะเงินกู้สามารถช่วยขยายกิจการได้ แต่ต้องพิจารณาว่าธุรกิจมีรายได้และกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับชำระเงินต้น และดอกเบี้ยหรือไม่

ตัวชี้วัดที่ควรพิจารณา มี 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ : -

ตัวชี้วัดที่ 1 : หนี้สิน ต่อสินทรัพย์

สูตรคำนวณ = หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม

ความหมาย : สินทรัพย์ของกิจการได้รับเงินทุตจากหนี้สินมากเพียงใด

ตัวชี้วัดที่ 2 : หนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ

สูตรคำนวณ = หนี้สินรวม / ส่วนของเจ้าของ

ความหมาย : เปรียบเทียบเงินทุนจากเจ้าหนี้ กับเงินทุนเจ้าของ

ตัวชี้วัดที่ 3 : ความสามารถชำระดอกเบี้ย

สูตรคำนวณ = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี / ดอกเบี้ยจ่าย

ความหมาย : กำไรจากการดำเนินงานรองรับดอกเบี้ยได้กี่เท่า

หากหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำไรและเงินสดไม่เพิ่มตาม เจ้าของกิจการควรทบทวนแผนลงทุนและโครงสร้างเงินทุนก่อนขยายธุรกิจเพิ่มเติม

3. วิเคราะห์ 5 ด้าน เพื่อรู้สุขภาพของธุรกิจ (ต่อ) หัวข้อย่อย

ด้านที่ 5 : กระแสเงินสดและความสามารถในการอยู่รอด (Cash Flow)

คำถามสำคัญ คือ " หากรายได้ลดลง หรือเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ตามกำหนด ธุรกิจจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ?

ควรติดตามเงินสด จาก 3 กิจกรรม ได้แก่

1. กิจกรรมดำเนินงาน : เงินสดจากการขายสินค้า และบริการ รวมถึงเงินสดที่ใช้จ่ายในการดำเนินงาน

2. กิจกรรมลงทุน : เงินสดที่ใช้ซื้อ หรือขายสินทรัพย์และการลงทุน

3. กิจกรรมจัดหาเงิน : เงินกู้ เงินเพิ่มทุน การชำระคืนเงินกู้ และการจ่ายเงินให้เจ้าของ

ธุรกิจควรจัดทำประมาณการเงินสดล่วงหน้า อย่างน้อย 13 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นช่วงเวลาที่เงินสดอาจขาด และเตรียมแผนก่อนถึงวันจ่ายจริง

4. กำไรดี แต่เงินสดไม่ดี เกิดขี้นได้อย่างไร ? หัวข้อย่อย

ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

บริษัทมีรายได้ 500,000 บาท ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 450,000 บาท จึงมีกำไร 50,000 บาท

แต่ในเดือนเดียวกัน บริษัทขายเชื่อให้ลูกค้า 300,000 บาท และซื้อสินค้าเข้าสต๊อกเพิ่ม 150,000 บาท แม้บริษัทมีกำไร แต่เงินสดอาจลดลง เพราะเงินยังอยู่ในลูกหนี้และสินค้าคงเหลือ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องดูทั้งกำไร และกระแสเงินสด ไม่ใช่ดูเพียงยอดขายหรือกำไรสุทธิ

5. วิเคราะห์แล้วต้องนำไปตัดสินใจอย่างไร ? หัวข้อย่อย

การวิเคราะห์การเงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ ผลวิเคราะห์นำไปสู่การตัดสินใจ โดยการนำสิ่งที่พบจากการวิเคราะห์ มาพิจารณา เช่น

1. กำไรขั้นต้นลดลง 

แนวทางที่ควรพิจารณา : ทบทวนราคาขาย ต้นทุนซื้อ ต้นทุนผลิตและส่วนลด

2. ลูกหนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดขาย

แนวทางที่ควรพิจารณา : เร่งติดตามหนี้ ทบทวนเครดิตเทอม และตรวจสอบลูกนี้ค้างนาน

3. สต๊อกเพิ่มขึ้นแต่ยอดขายไม่เพิ่ม

แนวทางที่ควรพิจารณา : ลดการซื้อสินค้าเข้า ทบทวนแผนสั่งซื้อ และการระบายสินค้า

4. เงินสดลดลงต่อเนื่อง

แนวทางที่ควรพิจารณา : จัดทำประมาณการเงินสด ปรับแผนจ่าย และหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม

5. หนี้สินสูงขึ้น

แนวทางที่ควรพิจารณา : ทบทวนแผนลงทุน ความสามารถชำระหนี้ และต้นทุนดอกเบี้ย

6. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้

แนวทางที่ควรพิจารณา : วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายรายประเภท และกำหนดผู้รับผิดชอบงบประมาณ

6. ธุรกิจทุกขนาดควรมีรายงานการเงินที่อ่านง่าย หัวข้อย่อย

ธุรกิจขนาดเล็กอาจเริ่มจากการรายงานเพียง 1 หน้า ส่วนธุรกิจขนาดกลางและใหญ่สามารถเพิ่มรายละเอียดตามความซับซ้อนของกิจการ

รายงานที่ควรมีอย่างน้อย ได้แก่

1. รายได้และกำไรเปรียบเทียบเดือนก่อนและปีก่อน

2. กระแสเงินสดและยอดเงินสดคงเหลือ

3. ลูกหนี้ค้างชำระและกำหนดเก็บเงิน

4. สินค้าคงเหลือ และสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า

5. เจ้าหนี้ และกำหนดชำระ

6. เงินกู้ และภาระดอกเบี้ย

7. งบประมาณเทียบกับผลจริง

8. ประมาณการเงินสดล่วงหน้า

ควรมีการประชุมทบทวนรายงานเป็นประจำ โดยให้เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารถามว่า " ตัวเลขเปลี่ยนไปเพราะอะไร " และ " เราจะทำอะไรต่อจากนี้ " ไม่ใช่เพียงรับทราบผลรายงาน